วันที่ 24 ก.ย. 2569 ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฆ่า นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ “สจ.โต้ง” อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี คดีหมายเลขดำ อ629/2568 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ “โกทร” อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กับพวกรวม 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า อดีต สจ.โต้ง ผู้ตาย ไปที่บ้านของนายสุนทร จำเลยที่ 1 พร้อมพวก 10 คน เพื่อไปพูดคุยขอให้สนับสนุนภรรยาของ อดีตสจ.โต้ง ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น แต่ตกลงกันไม่ได้ หลังพูดคุยกันจบ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็แยกย้ายกัน นายสุนทรเดินกลับเข้าบ้าน ส่วนอดีต สจ.โต้งก็กำลังจะเดินทางกลับ แต่ระหว่างรอประตูรั้วเปิดได้เปลี่ยนใจ กลับเข้าไปในบ้าน
ซึ่งศาลมองว่าเหตุยิงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า แม้ก่อนหน้านี้นายสุนทรจะเคยบอกจำเลยที่ 4 ว่าหากอดีต สจ.โต้ง มาที่บ้าน "ให้ฟาดมัยเลย" แต่คำกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตโดยกว้าง ไม่ได้ระบุวันเวลาหรือนัดหมายซึ่งศาลมองว่าเหตุยิงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า แม้ก่อนหน้านี้นายสุนทรจะเคยบอกจำเลยที่ 4 ว่าหากอดีต สจ.โต้ง มาที่บ้าน "ให้ฟาดมัยเลย" แต่คำกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตโดยกว้าง ไม่ได้ระบุวันเวลาหรือนัดหมาย
เมื่อประกอบกับผลการตรวจคราบเขม่าดินปืนพบความเข้มข้นของสารประกอบเขม่าดินปืนบนมือของจำเลยที่ 1 , 2 , และนายสุนทร จำเลยที่ 7 ในระดับเป็นผู้ยิงปืนเอง ทำให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และ 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิง อดีต สจ.โต้ง ก่อน จากนั้นนายสุนทร ที่ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 2 ก็ได้นำอาวุธปืนลูกซองยาวของจำเลยที่ 2 มายิงอดีต สจ.โต้ง ต่ออีก 3 นัด โดยมีจำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ก่อเหตุยิง และรู้ถึงความประสงค์ของนายสุนทร มีเจตนาเข้าร่วมและพร้อมสนับสนุน จึงพิพากษาให้ประหารชีวิตนายสุนทร จำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 1 , 2 , และ 4 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น แต่ไม่ใช่การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุให้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และร่วมชดใช้ค่าสินไหมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตกว่า 8 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับตั้งแต่วันก่อเหตุ
ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และ จำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่นๆ ให้ยกฟ้อง