นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมหารือในเวที The Information Integrity Solutions Dialogue: From Global Principles to Collective Action A high-level side event to be held during UNGA High-Level Week ซึ่งเป็นเวทีการหารือว่าด้วยแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร โดยเป็นเวทีกิจกรรมคู่ขนานระดับสูงที่จัดขึ้นในห้วงสัปดาห์การประชุมระดับสูงของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมด้วยผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงาน และประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม ณ The Dag Hammarskjold Library Reading Room สํานักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
รมว.ดีอี กล่าวถ้อยแถลงถึงแนวทางการบริหารจัดการความน่าเชื่อถือของข้อมูล ว่า Information Integrity หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่เพียงการแก้ไขข่าวปลอม แต่คือการทำให้ประชาชนสามารถเชื่อมั่น เข้าใจ และตัดสินใจลงมือทำจากข้อมูลที่ได้รับ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ
สำหรับในประเทศไทย เรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล เป็นเรื่องที่ไม่อาจจำกัดความอยู่แค่เพียงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายของสังคมดิจิทัลโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อสังคมให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีจำนวน Engagement การมีส่วนร่วม ยอด Like Share และปริมาณผู้เข้าชม (Traffic) มากกว่าความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ดิจิทัลแพลตฟอร์มและ AI เข้ามามีบทบาทในการสร้างและเผยแพร่ข้อมูลมากขึ้น จนทำให้การรักษามาตรฐานด้านความถูกต้องและความน่าเชื่อถือแม้จะทำได้ยากขึ้น แต่มีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ แนวทางของรัฐบาลไทยคือ ข้อมูลที่ดีต้องทำให้ประชาชนและผู้ตัดสินใจเชื่อมั่นในข้อมูล (TRUST) เข้าใจสถานการณ์ (UNDERSTAND) และสามารถตัดสินใจและลงมือได้อย่างทันท่วงที (ACT) โดยเป้าหมายในการรับมือกับการแก้ไขปัญหาเรื่องของข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ
จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขข้อมูลที่เป็นเท็จหรือไม่ถูกต้อง (Correcting False Information) แต่ต้องสร้างระบบข้อมูลที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทุกนาทีมีความสำคัญ
ดังนั้น การเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปรากฏการณ์ฝนตกหนักฉับพลัน หรือที่เรียกว่า “Rain Bombs” โดยฝนอาจตกอย่างรุนแรงในช่วงเวลาเพียง 15–20 นาที แต่สามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างได้ ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของ Information Integrity
ตนขอยกตัวอย่าง การสื่อสารและสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งประเทศไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์อุทกภัยรุนแรงในภาคใต้ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 โดยกระทบหลายจังหวัดและประชาชนจำนวนมาก รวมถึงการแจ้งเตือนน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ในช่วงเดือนนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ความเร็วและความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน
ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว ด้วยการหลั่งไหลของข้อมูลที่อาจมาจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน โดยไม่มีการประสานและบูรณาการ ทำให้เกิดปัญหาของข้อมูลที่กระจัดกระจาย ขัดแย้งกัน จนทำให้เกิดความไม่แน่ใจของประชาชน นำไปสู่การดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่ล่าช้า
“เมื่อประชาชนไม่แน่ใจว่าควรเชื่อข้อมูลใด อาจชะลอการตัดสินใจ อพยพหรือป้องกันตนเองไม่ทัน เรื่องดังกล่าวสวนทางกับเนื้อหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบบน Social Media ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และบางครั้งเพียงโพสต์เดียวก็อาจสร้างความตื่นตระหนกในวงกว้างก่อนที่จะมีการยืนยันข้อเท็จจริง” รมว.ดีอี กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ระบบเพื่อเชื่อมโยงและประสานข้อมูลด้านการบริหารจัดการน้ำจากมากกว่า 38 หน่วยงาน ไปถึงระดับข้อมูลเรดาร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ Real-time และสร้างภาพจำลอง Dash board ที่หน่วยงานรัฐและประชาชนสามารถใช้ร่วมกันได้ ภายใต้ “One Trustworthy Picture”
ภาพรวมที่น่าเชื่อถือและเป็นหนึ่งเดียว โดยมีเป้าหมายการรวบรวมรายงานที่กระจัดกระจายและมีข้อมูลขัดแย้งกัน ข้อมูลที่ได้รับการประสานและเชื่อมโยงให้สอดคล้องกัน ข้อมูลที่เกือบจะเป็นแบบเรียลไทม์ และมีการอัปเดตเกือบจะทันทีซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นี่คือบททดสอบที่แท้จริงของ Information Integrity เพราะโจทย์ไม่ใช่การผลิตข้อมูลให้มากขึ้น แต่คือการทำให้ข้อมูลที่มีอยู่สามารถเชื่อถือและนำไปใช้ได้จริงในเวลาที่จำเป็น
“Information only has value when people trust it, understand it, and act on it. หรือ การนำคุณค่าของข้อมูลไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เข้าใจ และสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ตัดสินใจได้ทันเวลา ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ประเทศไทยจะเดินหน้าพัฒนาต่อไป พร้อมร่วมมือกับ UN และประชาคมระหว่างประเทศในการยกระดับ Information Integrity เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์ของประชาชน” รมว.ดีอี กล่าว